Author Archives: Ramida Sophonkhunathon

ศิริวัฒน์ CEO MFEC หนึ่งในโค้ชคิดแลกล้าน The StartUp

คุณศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ได้รับเชิญไปเป็นโค้ชในรายการ “คิดแลกล้าน The StartUp” ทางช่อง 3 SD เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559  ซึ่ง “Startup Case” เกี่ยวกับ App Factory ของดร.วุฒิพงศ์ เป็นผู้คว้าเงินล้านไปครองได้สำเร็จ!

สามารถรับชมได้ตามวีดีโอข้างล่างเลยค่ะ (คลิ๊กที่รูป)

Siriwat3

คุณศิริวัฒน์กับรางวัลวิศวจุฬาดีเด่น ครั้งที่ 14

ซีอีโอ MFEC รับมอบโล่พร้อมใบประกาศเกียรติคุณวิศวจุฬาดีเด่น ครั้งที่ 14

DSC_6803

ขอแสดงความยินดีกับคุณศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC  ในโอกาสได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นวิศวจุฬาดีเด่น ครั้งที่ 14  ประจำปี 2558 รับโล่และใบประกาศเกียรติคุณ จากดร.ทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ตัวแทน ฯพณฯ พล.อ.อ. กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี เมื่อวันที่  20 มกราคม 2559 ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี รอยัล เมอริเดียน ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ

สำหรับการสรรหาวิศวจุฬาดีเด่น มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชู และประกาศเกียรติคุณ แก่นิสิตเก่าและคณาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ประกอบคุณงามความดี มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

“ศรัทธาแห่งสยาม” ประมูลพระเครื่อง ช่วยหนุนโรงพยาบาลจ.ยะลา

ฮือฮาประมูลพระเครื่องล้ำค่าได้เงินช่วยหนุนโรงพยาบาลในจ.ยะลา

รูปข่าวnเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กทม.      พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ ร่วมงานนิทรรศน์ศรัทธาแห่งสยาม งานนิทรรศการและประมูลพระเครื่องเพื่อหารายได้จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์โรง พยาบาลศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา โดยมีผู้มีชื่อเสียงนำพระมาร่วมจัดแสดงจำนวนมาก และมีผู้มอบพระร่วมประมูล 13 คน อาทิ
นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
พล.ต.อ.สมยศ นายวิชัย คุณหญิงธิดา พงษ์พานิช พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา
รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง รอง ผบช.น. นายวิศาล เตชะวิภาค หรือต้อย เมืองนนท์ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร. ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประมูลเริ่มที่ “มหาสังข์” ทักษิณาเวียนขวา ของ
พล.ต.อ.สันต์ มูลค่าเริ่มต้นที่ 500,000 บาท โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ให้ราคา 1.6 ล้านบาท แต่เมื่อนายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง ให้ในราคา 2 ล้านบาท ทำให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยกมือยอมแพ้ ก่อนสิ้นสุดที่ราคา 2 ล้านบาท ต่อมาองค์ที่ 2 พระหลวงปู่ทวด พิมพ์ใหญ่ ไหล่จุด ของ พล.อ.ต.ตะวัน นาครทรรพ ตั้งราคา 1 ล้านบาท โดยนายสุเนตร บุรกสิกร ได้ไปในราคา 1.7 ล้านบาทพระหลวงปู่ทวดวัดช้างให้ เนื้อว่าน พ.ศ.2497 พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.สันติบาล ประมูลไปราคา 3 ล้านบาท

ส่วนนายตัน ภาสกรนที ประมูลหลวงปู่ทวดวัดช้างให้ พิมพ์หลังเตารีดใหญ่ จ.ปัตตานี ไป 5 ล้านบาท พระพุทธรูปยืน สมัยกำแพงเพชร ของต้อย เมืองนนท์ ราคาเริ่มต้น 500,000 บาท พล.ต.อ.สมยศประมูลได้ไป 2 ล้านบาท

พล.ต.ต.จิตติ นำพระสมเด็จฯบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑ มาร่วมประมูล โดยนายพงษ์ชัย เศรษฐีวรรณ กรรมการบริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ประมูลได้ไป 3.2 ล้านบาท

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์นำพระกริ่งญาณวิทยาคม หลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่เนื้อทองคำ สร้าง 168 องค์ ร่วมประมูล ราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท นายพงษ์ชัย ลิ้มทองสิทธิกุล หรือเสี่ยเหลียง เลขานุการนายไชยา สะสมทรัพย์ ประมูลไปที่ 7.5 ล้านบาท

ส่วนพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ พิมพ์ใหญ่หลังแบบเนื้อผงคลุกรัก จ.ชลบุรี ของนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ ราคาเริ่มต้นที่ 15 ล้านบาท นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร หรือเสี่ยเล้ง CEO และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ ‪‎MFEC‬ ซึ่ง บมจ.เอ็ม เอฟ อี ซี เป็นบริษัทให้คำปรึกษา พัฒนา และวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ประมูลไปราคา 31 ล้านบาท

จากนั้นเป็นการประมูลพระสมเด็จฯ วัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ ของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ เริ่มที่ 15 ล้านบาท มีนายปรีดา พสวงศ์ หรือเสี่ยปีเตอร์ เจ้าของร้านทองฮั่วเซ่งเฮง ประมูลได้ไป 30 ล้านบาท8_n

องค์สุดท้าย พระกริ่งปวเรศ วัดบวรนิเวศวิหาร เนื้อนวโลหะกลับดำ ฉายาจักรพรรดิแห่งพระกริ่ง สร้างในปี 2411 โดยพระสังฆราชองค์ที่ 8 สร้างตามตำราโบราณ เพียง 30 องค์ ของ พล.ต.อ.สมยศ โดยผบ.ตร.เผยว่า “เป็นพระที่บูชาขึ้นคอ มีพุทธคุณด้านเมตตา หนุนนำให้ได้รับเมตตาจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.มาแล้ว ผู้จะเป็นผบ.ตร.คนต่อไปควรได้ไป” ราคาเริ่มต้นที่ 15 ล้านบาท และนายอัยยวัฒน์ เสี่ยต๊อบศรีวัฒนประภา ผู้บริหารเลสเตอร์ ลูกชายนายวิชัย ประมูลไปได้ 34 ล้านบาท รวมยอดประมูล 126.9 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประมูลมีบุคคลมีชื่อเสียง ประมาณ 300 คน ที่นิยมสะสมพระเครื่อง มาร่วมประมูล และชมการประมูล ทั้งนายตำรวจ นายทหาร และนักธุรกิจ

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กทม.
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ ร่วมงานนิทรรศน์ศรัทธาแห่งสยาม งานนิทรรศการและประมูลพระเครื่องเพื่อหารายได้จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์โรงพยาบาลศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา

รายนามผู้ร่วมประมูล 1.นายสุเนตร บุรกสิกร 1.7 ล้านบาท 2.นายตัน ภาสกรนที 5 ล้านบาท 3.นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร 31 ล้านบาท 4. นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา 34 ล้านบาท และอื่นๆ อีกหลายท่าน รวมเกือบ 127 ล้านบาท

แหล่งที่มา :  White Democracy

MFEC GROUP สร้างโซลูชั่น สู่ผู้นำไอทีไทย

MFEC GROUP สรรสร้างโซลูชั่น สู่ผู้นำไอทีไทย

 

      ในวันที่ระบบ ‘ไอที’ เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาและยกระดับองค์กร อันนำมาซึ่งศักยภาพ ความเข้มแข็ง และความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งในด้านของการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโต

      MFEC GROUP ผู้ให้บริการด้านไอที ดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และงานวางระบบ และบริการด้านบำรุงรักษา เป็น IT Services Provider และ IT Consulting วางแผนอนาคตองค์กรให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน สร้างบุคลากร ลดต้นทุน ปั้นกำไรเติบโตสม่ำเสมอ

คุณศิริวัฒน์3

ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวทางที่ MFEC GROUP เตรียมพร้อมเพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมั่นคงในอนาคต โดยมุ่งไปที่การพัฒนาบุคลากรด้านไอที กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ บนความจริงที่ว่าธุรกิจไอทีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างบุคลากรจากภายใน สร้างผู้บริหารคนรุ่นใหม่เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ในเมื่อธุรกิจไอทีต้องมีการขับเคลื่อนโดยคนรุ่นต่อๆ ไป ไม่ใช่แค่เงินทุนแต่เพียงอย่างเดียว สนามการแข่งขันที่ต้องมีความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายตรงกลุ่มเป้าหมายแล้ว สิ่งสำคัญยิ่งคือเรื่องของ ‘นวัตกรรม’ โดยคนไอทีในยุคต่อไปจากนี้จะต้องมีความรู้ที่รอบด้าน สะสมประสบการณ์ และเต็มไปด้วยไอเดียแห่งการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา

“MFEC เข้าสู่ปีที่ 17 และด้วยความจริงที่ว่า อุตสาหกรรมทางด้านไอทีจะล้มหายไปภายในรุ่นแรก ความสามารถในการแข่งขันอยู่ได้ในช่วงการเป็น Startup Companyในช่วงแรกๆ และอยู่ในตลาดได้ไม่เกิน 10 ปี ในขณะเดียวกันการที่บริษัทไอทีมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้หมายความว่าแข็งแรงขึ้น โดยองค์กรที่มีอายุนานขึ้นก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

ในขณะที่บริษัทไอทีในต่างประเทศยิ่งมีขนาดใหญ่จะยิ่งแข็งแรง เพราะผู้ขับเคลื่อนเทคโนโลยีไอทีในเมืองไทยล้วนเป็น   แบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยมานาน เป็นผู้กำหนดเทคโนโลยีให้คนไทยผลิตในบางประเภทเท่านั้น และยังเป็นผู้กำหนดสัดส่วนผลกำไรทำให้บริษัทไอทีของไทยขาดความกล้าที่จะปลดแอกระบบแบบนี้”

      ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในยุค ‘REGIONALIZATION’ จึงต้องมีการเตรียมพร้อมทางด้านบุคลากร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และองค์ความรู้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าในกลุ่มธุรกิจต่างๆ  โดยการออกแบบโซลูชั่นที่สอดคล้องความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ต้องทำพร้อมกับการทำ Research & Development (R&D) คือการวิจัยและพัฒนา มุ่งไปสู่องค์กรแห่งคุณภาพ (Quality) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ของตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ให้สามารถแข่งขันและก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดใหม่

     การมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา ก็เพื่อมองหาลู่ทางขยายออกไปสู่ธุรกิจใหม่ โดยเน้นการลงทุน (Targeted Investment) ในเทคโนโลยีสามกลุ่มหลักคือ Cloud Computing, Business Analytics, และ Mobility ร่วมงานกับบริษัทในเครือ เริ่มจากการจัดตั้งทีมงานที่มีประสบการณ์ และแอพพลิเคชั่นที่มีก่อตั้งเป็นสายงานธุรกิจ  โดยเฉพาะในรูปแบบของ Software as a service (SaaS)

Capture

    ——————-

     การทำธุรกิจของบริษัทไอทีในเมืองไทยจะเน้นในฝั่งของดีมานด์ อาศัยการสร้างสายสัมพันธ์ซึ่งไม่สามารถที่จะโตข้ามประเทศได้ หรือแม้แต่ข้ามไปมาระหว่างองค์กรยังไม่ได้เลย ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดน้อยลง ขณะที่MFEC เน้นเรื่องของซับพลายซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนสร้างความต้องการที่แท้จริงขึ้นมาโดยมีภาพของ MFEC GROUP มีส่วนในทุกภาคการผลิตและบริการ

  ——————-

     “การยืนระยะให้อยู่ต่อไปได้ในรุ่นต่อๆ ไป สิ่งสำคัญคือเรื่องการวิจัยและพัฒนาหรือ R&D และต้องมีระบบการสร้างคนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลที่สมาคม ATCI ครบรอบ 25 ปี ทำไมไทยถึงไม่มีซอฟต์แวร์ในระดับเวิล์ดคลาสหรือในระดับภูมิภาคเลย ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย มีแพ็กเกจเรื่องของไอทีหลากหลายมากแทรกซึมไปยังทุกภาคการบริการ ก็เพราะไทยขาดเรื่องของการทำ R&D ขาดการเรื่องสร้างคน ขาดความสามารถในการแข่งขัน”

ศิริวัฒน์  ฉายภาพอุตฯ ไอที ในภูมิอาเซียน  มีมากมายหลารยบริษัททางด้านไอทีในประเทศเวียดนามที่มีบุคลากรจำนวนเกินพันคน ขณะที่เมืองไทยมีบริษัททางด้านไอที่มากกว่า 2,000 บริษัท กว่า 80% เป็นบริษัทที่มีขนาดไม่กี่สิบคนเท่านั้น ระบบที่ทำให้องค์กรไอทีของไทยอ่อนแอ คือการที่ดีมานด์และซับพลายไม่สอดคล้องกัน นักศึกษาที่จบทางด้านไอทีทั้งปริมาณและคุณภาพ ไม่เพียงพอกับความต้องการในตลาด

สิ่งที่ตามมาคือสภาวะ ‘Hyperinflation’ เกิดภาวะเงินเฟ้อในอุตฯ ไอทีสูง โดยบุคลากรด้านไอทีสามารถโยกย้ายงานไปอยู่ที่ใหม่ในอัตราเงินเดือนที่สูงกว่าที่เดิมมากกว่า 30% บนความสามารถเท่าเดิมได้ เพราะบุคลากรไอทีของไทยขาดแคลน  การสร้างคนในอุตฯ ไอที ของไทยจะต้องเริ่มต้นสร้างคนขึ้นมาให้ทันกับความต้องการ เพื่อควบคุมสภาวะดังกล่าวข้างต้น

MFEC GROUP จึงเกิดขึ้นมาเพื่อดำเนินการวางแผนรวบรวมบริษัททางด้านไอทีที่มีปัญหาอาการเดียวกันโดยเฉพาะเรื่องของบุคลากรเเข้ามาภายใต้ MFEC GROUP เริ่มต้นปรับโครงสร้างองค์กรภายใน (Restructure Plan) โดยวางเป้าหมายที่จะผลักดันกำไรให้เติบโต 15% ทุกปี และในทุกๆ 5 ปี ขนาดธุรกิจต้องเติบโตเพิ่มขึ้น 2 เท่า

“กลางปี 2557 MFEC มีสัญญาในมือประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกมียอดขายประมาณ  2,700 ล้านบาท ขณะที่ผลกำไรผ่านครึ่งปีแรก 2557 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 254 ล้านบาท ขณะที่ซับพลายเออร์ขายไอทีของไทยมียอดขายระดับหมื่นล้านบาท กำไรก็แตะอยู่ที่ 200-300 ล้านบาท เพราะการไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีของตนเอง ถ้าไม่เริ่มต้นปรับโครงสร้างองค์กรการที่จะเอาชนะระบบที่ครอบงำจากเจ้าของเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก”

คุณศิริวัฒน์2

การไปให้ถึงเป้าหมายสู่องค์กร Social Enterprise เส้นทางหนึ่งนำพาองค์กรเป็นส่วนร่วมไปกับสังคมรอบข้าง ในอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ คือ การสร้างคนเพื่อลดต้นทุนธุรกิจ  เพิ่มความสามารถในการทำกำไร และธุรกิจของลูกค้าให้เติบโต(Business Innovation) ทั้งนี้ต้องเดินไปตามยุทธศาสตร์การจัดแบ่งโครงสร้างเป็น 3 ธุรกิจหลัก เริ่มจาก

1.Consulting & Professional Services Group ธุรกิจให้คำปรึกษาและบริการ สำหรับภาคธุรกิจโทรคมนาคม และภาคการเงินการธนาคาร โดยคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากบริษัทฯ ในเครือ และการร่วมทุนกับพันธมิตรจากต่างชาติ (จากบริษัท TIS ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MFEC GROUP สัญชาติญี่ปุ่น โดยจะนำลูกค้าญี่ปุ่นที่ลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย และก้าวเข้าสู่การให้คำปรึกษาและบริการในระดับอาเซียน)

“TIS เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่น ถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่มมิตซุย โตเกียว แบงก์ ภายใน 3 ปี จะมีนักลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียน MFEC GROUP ที่ได้ TIS เข้ามาเป็นพันธมิตร อนาคตของการสร้างงานในธุรกิจทางด้านไอทีของอาเซียนก็จะเอื้อต่อธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งทาง TIS มีความแข็งแรงมากในตลาด Banking ซึ่งก็เป็นตลาดหลักของทาง MFEC อยู่ในขณะนี้ โดยการนำ Knowhow ของ TIS มารุกคืบต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอุตสาหกรตรม Banking และ Finance  โดยในญี่ปุ่น TIS ครองส่วนแบ่งเกือบ 50% ในธุรกิจเครดิตการ์ด”

2.System Integration Services Group เป็นกลุ่มที่ให้บริการออกแบบ จัดหา พัฒนา และติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสารสนเทศที่เป็นภาษาไทย เช่นระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบเชื่อมต่อเครือข่ายภายในและภายนอกองค์กร (เช่น Intranet, LAN,WAN, Unified, Communication) และระบบซอฟต์แวร์บริหารจัดการและสารสนเทศ

3.Software Development Services Group กลุ่มซอฟต์สแควร์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรเข้ามาเสริมในกลุ่มบริษัทฯ ในโครงการสหกิจศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศกว่า 20 แห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงใหม่ และขอนแก่น  โดยวางแผนจะพัฒนาบุคลากรด้านไอทีคุณภาพเข้าสู่ตลาดมากกว่า 5,000 คน ในช่วงระยะเวลา 5 ปี  โดยตั้งงบประมาณการพัฒนาบุคลากร 10 ล้านบาทต่อปี

เสริมด้วยการวางกลยุทธ์(Strategic Focus) โดยให้ความสำคัญในสามส่วนหลักคือ Alignment, Integration และ Innovation ของบริษัทในเครือ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยเสริมซึ่งกันและกันเชื่อมโยงธุรกิจแบบครบวงจร

ประธานกรรมการบริหาร MFEC GROUP แสดงทัศนะปิดท้ายว่า ก่อนปี 2560 จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและกลยุทธ์ขององค์กร จะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่สูงขึ้นสู่การเติบโตของทุกบริษัทในเครืออย่างยั่งยืน

ไปสู่จุดหมายสูงสุดที่เติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในฐานะ ‘The Largest IT Services Provider In Thailand เพิ่มศักยภาพขยายการแข่งขันไปไกลกว่าการลงทุนในระดับภูมิภาค จัดตั้งกระบวนทัพบุคลากรภายในองค์กรให้แข็งแกร่ง เสริมความเชี่ยวชาญจากทุกบริษัทในเครือ ผสานความรู้ ความเข้าใจในกระบวนธุรกิจของลูกค้า รวมถึงมาตรฐานวิธีการทำงาน

เพราะธุรกิจไอทีแข่งขันกันด้วยเรื่องของ ‘คนและคุณภาพงาน’ จึงต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมไอทีอย่างจริงจัง เริ่มต้นจากการสร้างคน ซึ่งเป็นฐานหลักของอุตฯ ไอที ควบคู่ไปพร้อมกับการสนับสนุนทางด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ 

สรรสร้างค้นหาต้นแบบ Product Champion ของประเทศไทยต่อไปให้ได้ในอนาคต…

 

บทสัมภาษณ์จากหนังสือ ครบรอบ 25 ปี ATCI

ผู้เขียน: ธเนศ ศรีสุข

MFEC คว้าผลประเมิน AGM 2015

MFEC ตอกย้ำผลงานด้านธรรมาภิบาล คว้า “ดีเยี่ยม” ผลประเมิน AGM 5 ปีซ้อน

     นอกเหนือจากการขับเคลื่อนแนวคิดการบริหารธุรกิจแบบ Corporate Culture  มุ่งเติบโตแบบ Conservative ซึ่งช่วยส่งผลให้องค์กรแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทว่าบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ผู้ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษา พัฒนาและวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนระดับแนวหน้าของไทย ยังเดินหน้ารักษาการเป็นบริษัทธรรมาภิบาลที่ดี ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ชัดเจน รวมถึงการรักษาสิทธิอันชอบธรรมของผู้ถือหุ้น ซึ่งพิสูจน์ได้จากการทำคะแนนประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ประจำปี 2558 ของสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยสูงถึง 98 คะแนน ซึ่งอยู่ในช่วง “ดีเยี่ยม” สะท้อนถึงความใส่ใจในการพัฒนาคุณภาพและธรรมาภิบาลที่ดีเพื่อผู้ถือหุ้นทุกคน

หลักแนวคิดกับนักธุรกิจหมื่นล้าน

หลักแนวคิดกับนักธุรกิจหมื่นล้าน

บริษัทไอทีของไทยมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่โดยส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับบริษัทไอทีของไทยอีกแห่ง คือ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ปัจจุบันบริษัทนี้มีพนักงานมากกว่าพันคน รายได้ปีล่าสุดสูงกว่าห้าพันล้านบาท โดยผู้ก่อตั้งและซีอีโอ คือ คุณศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร หรือคุณเล้ง

Blognone: ทำไมคุณเล้งถึงเริ่มคิดจะมาตั้งบริษัทไอทีตั้งแต่เกือบยี่สิบปีก่อน

คุณเล้ง: หลังจากจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมก็เข้าทำงานตำแหน่งนักวิเคราะห์ ฝ่ายสารสนเทศ ที่บริษัท เอสโซ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) แต่หลังจากทำงานไประยะหนึ่งแล้วคิดว่าควรตามความฝันตัวเองที่อยากเปิดบริษัทมากกว่าจะเป็นพนักงานประจำ

ผมลาออกไปเป็นพนักงานขายอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะมาเปิดบริษัทจริงๆ ช่วงที่เป็นพนักงานขายรายได้ไม่แน่นอนเท่ากับตอนทำงานเป็นนักวิเคราะห์ แต่ประสบการณ์ช่วงนั้นก็สอนผมในเรื่องธุรกิจหลายๆ อย่าง ผมเรียนรู้การต่อรอง, กระบวนการขาย, และการสื่อสารมาได้ช่วงนั้น

หลังจากนั้นผมเข้าไปคุยกับทางบริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เป็นผู้ลงทุนในบริษัทที่จะเปิด ทางโมเดอร์นฟอร์มก็ตอบตกลง ให้เงินลงทุนมา 10 ล้านบาท กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทในตอนนั้น

screenshot2015-05-03at21.01

Blognone: ภาพรวมการตั้งบริษัทไอทีในยุคนั้นเป็นอย่างไร?

คุณเล้ง: MFEC เจออุปสรรคใหญ่ตั้งแต่ปีแรกที่เปิดกิจการ เราเจอวิกฤติต้มยำกุ้งตั้งแต่แรก สินค้าที่เราสั่งไปแล้วแต่ค่าเงินบาทตกทำให้เราขาดทุนจากค่าเงินอย่างหนัก ปีแรกปีเดียวเราขาดทุนไป 16 ล้าน แต่ทางโมเดอร์นฟอร์มก็ยังคงเชื่อใจเราและให้ทุนเรามาดำเนินการต่อ

สิ่งที่ทำให้เรารอดพ้นจากวิกฤตินั้นมาได้คือกลยุทธ์การทำธุรกิจที่ focus กับลูกค้า เน้นความต้องการลูกค้าเป็นหลัก และทำผลงานให้มีคุณภาพ ถ้าเราทำดี ลูกค้าก็ให้งานต่อเนื่อง ตราบใดที่มีงาน มีกำไร ไม่มีอะไรที่ unforeseen อีก ก็ผ่านวิกฤติได้

ธุรกิจไอทีในยุคนั้นคงเป็นรูปแบบการรับงานจากบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการวางระบบไอที กลยุทธ์ช่วงแรกของ MFEC เป็นการเข้าไปทุ่มเทกับลูกค้าเจ้าเดียวเป็นหลัก ผมเข้าไปของานจาก AIS ตั้งแต่งานแรกๆ ที่มูลค่าไม่กี่แสน โดยขอไว้ว่าถ้างานนั้นสำเร็จก็ขอให้ได้ทำงานอื่นๆ อีก หลังจากนั้นก็ได้รับงานจาก AIS มาเรื่อยๆ ทุกวันนี้ AIS ยังเป็นลูกค้ารายสำคัญของเรา รายได้จาก AIS ตอนนี้อยู่ที่ปีละ 500 ล้านบาท

หลังจากเรามี AIS เป็นลูกค้าสำคัญและบริษัทขยายตัวขึ้น เราก็ขยายแผนกอื่นๆ เพิ่มมาเรื่อยๆ ตอนนี้ลูกค้าของเรากระจายไปหลายส่วน ทั้งการเงิน, ธนาคาร, หรืองานภาครัฐ เราก็เข้าไปรับมาจำนวนมาก

Blognone: ความยากของการบริหารงานบริษัทไอทีในไทย

คุณเล้ง: ช่วงแรกของบริษัทผมมุ่งที่จะขยายตัวให้เร็ว ปัญหาในตอนนั้นคืออัตราการเปลี่ยนงาน (เทิร์นโอเวอร์) สูงมาก แม้รายได้จะเติบโตดี แต่ในมุมมองการวางทิศทางบริษัทกลับทำได้ยาก

การเร่งขยายตัวโดยเน้นรายได้เป็นหลักยังทำให้เราติดหล่มไปบ้างบางครั้ง ครั้งหนึ่งเราเคยรับโครงการราชการขนาดใหญ่ แล้วติดปัญหาเทคนิคไม่สามารถปิดโครงการได้ตามกำหนด โครงการนั้นเราทั้งขาดทุนและเสียกำลังคนที่เปลี่ยนงานจากการเสียกำลังใจในโครงการนั้นไปจำนวนมาก

แต่การขยายตัวแบบรุนแรงแบบนั้นก็เป็นกลยุทธ์สำคัญในยุคแรกของบริษัท เราขยายตัวจากขาดทุนจนกลับมานำบริษัทเข้าตลาดได้ภายในหกปี และยังเติบโตต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในระดับสูงมาตลอด

Blognone: แนวทางกลยุทธ์ของ MFEC ในตอนนี้เป็นอย่างไร

คุณเล้ง:  ถึงตอนนี้ MFEC กำลังปรับตัวเป็นโหมดการเติบโตแบบยั่งยืน เราปรับโฟกัสมาอยู่ที่คนของเราเอง เราเน้นจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดขึ้นในบริษัท วัฒนธรรมองค์กรที่อยากให้ทุกคนมีร่วมกัน มองชัยชนะของบริษัทเป็นชัยชนะร่วมกัน และเมื่อถึงจังหวะที่ทำได้ทุกคนก็พร้อมก้าวออกมาแสดงศักยภาพของตัวเองอย่างสุดฝีมือ แทนที่จะทำงานตามมอบหมายไปวันๆ

ในแง่ของธุรกิจผมวางเป้าการเติบโตไม่สูงเหมือนยุคแรกที่เราเติบโตปีละเท่าตัว หากวัฒนธรรมองค์กรที่วางไว้ประสบความสำเร็จ เราจะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาวได้ปีละ 15% หรือเติบโตหนึ่งเท่าตัวทุกๆ ห้าปี

ผมวางแนวทางสนับสนุนให้บุคลากรอาวุโสออกไปเปิดบริษัทโดย MFEC จะเข้าไปร่วมถือหุ้น บริษัทใหม่ๆ นี้จะมีบุคลากรรุ่นใหม่ที่ปรับตัวต่อเทคโนโลยีได้ดี พนักงานในบริษัทเองก็มีเส้นทางเติบโตออกไปเป็นผู้บริหารบริษัทเหล่านั้น

Blognone: MFEC มีการวิจัยและพัฒนาสินค้าของตัวเองมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้ทำอะไรอยู่

คุณเล้ง: อย่างที่บอกว่าเราสนับสนุนให้พนักงานที่มีศักยภาพออกไปเปิดบริษัทโดย MFEC ร่วมทุน สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีนวัตกรรมใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ ที่น่าสนใจ แตกไลน์จากธุรกิจ MFEC และตัว product เกิดจากความคิดหรือการทุ่มเทผลักดันของพนักงานคนหรือกลุ่มนั้นๆ

อย่างตอนนี้เราก็ทำระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคโดยใช้ข้อมูลจาก Social Media (โครงการ Social Insight) เรามีทำระบบ Front-end Trading ให้ลูกค้าเช่าใช้ ตอนนี้เป็นลักษณะร่วมลงทุนโดยเราใช้ man-power ของเราเป็นทุน ในอนาคตก็คงจะโอนย้ายพนักงานไป และ/หรือ ส่งคนไปบริหาร

เรายังมีอีกหลายโครงการที่พนักงานของเราซุ่มทำแล้วเอามาโชว์ บางอันผมปิ๊งไอเดียก็เอาออกไป test แนวคิดกับคนรู้จักในวงการต่างๆ บางอันได้รับการตอบรับที่ดีก็กำลังจะผลักดันให้เต็มรูปแบบ

Blognone: นอกจากในมุมธุรกิจแล้วมุมมองของคุณเล้งต่ออุตสาหกรรมไอทีเป็นอย่างไร

คุณเล้ง: บ้านเราขาดคนอย่างหนัก คงมีคนพูดกันเยอะแล้วว่าบ้านเรามีวิกฤติโปรแกรมเมอร์ ที่จริงแล้วงานสายไอทีอื่นๆ ก็ขาดคนอีกเหมือนกัน

MFEC ในฐานะบริษัทไอทีขนาดใหญ่เราอยากเข้าไปผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง อย่างแรกคือการเข้าไปช่วยสร้างคนที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เราวางเป้าว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคนที่พร้อมทำงาน 5,000 คนภายในปี 2558

เราอยากกระจายความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาคให้มากขึ้น เราเข้าไปทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคตั้งแต่การร่วมร่างหลักสูตรไปจนถึงการนำศูนย์พัฒนาบางส่วนไปตั้งไว้ในภูมิภาคเพื่อให้พนักงานของเราได้ทำงานในท้องถิ่น

ที่มา: https://www.blognone.com/node/68137

จินตนาการผสานความเชื่อ

จินตนาการผสานความเชื่อ

“มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพมากกว่าที่ตนเองคิดเสมอ เพียงแค่ต้องรอจังหวะ” อีกหนึ่งแนวคิดที่ผมกล่าวไว้ในกิจกรรมอบรมหลักสูตร Roadmap To Success : Inside – Out Sales Strategies ซึ่งเป้าหมายของการจัดอบรมในครั้งนั้นคือ มุ่งถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานกว่า 17 ปี เพื่อใช้เป็นแนวคิดและแรงบันดาลให้กับบุคลากร MFEC รุ่นที่ 1 กว่า 50 ชีวิต ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวเปรียบเหมือน New Leadership คุณภาพของอาณาจักร MFEC ต่อไปในอนาคต

ผมเชื่อว่าจินตนาการและความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์ประสบความสำเร็จ ก้าวไปสู่จุดที่ตนหรือคนอื่นคิดว่าทำไม่ได้ เช่นเดียวกับ “งาน” โดยเฉพาะงานที่ต้องทำเป็นทีม ทุกคนต้อง Concentrate กับเป้าหมายของลูกค้าหรือองค์กร แล้วก็ทำในสิ่งที่ตนเองถนัดให้ดีที่สุด จินตนาการให้เหมือนกับการเล่นดนตรีแจ๊ส คุณไม่จำเป็นต้องแสดงสุดฝีมือในทุกๆ ท่วงทำนอง เพียงแค่ต้องรอจังหวะของตนแล้วบรรเลงศักยภาพออกมาให้โลกรับรู้! ท้ายที่สุดนี้ผมอยากจะฝากถึงผู้ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งกับบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) ว่า “ผมไม่ต้องการบุคลากรที่ทำงานไปวันๆ แต่ต้องการผู้ที่อยู่บน Stage แล้วโชว์ศักยภาพของตนออกมาอย่างสุดฝีมือ และจินตนาการถึงชัยชนะร่วมกัน หากมีสมาชิกในทีมเช่นนั้นสู้ที่ไหนเราก็ชนะ”

การพัฒนาทรัพยากรบุคคล

การพัฒนาทรัพยากรบุคคล

กับแนวคิดสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ ในปี 2556 ผมได้กำหนดเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจว่า บริษัทฯ จะเป็นผู้นำกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ การสร้างงานที่มูลค่าเพิ่มสูงในระดับท้องถิ่นและกระจายรายได้ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน” เดินหน้าพัฒนาบุคลากรอย่างเร่งด่วน โดยใช้วิธีที่แตกต่างแต่สามารถคัดเลือกบุคลากรได้ตรงกับความต้องการ และมีค่าใช้จ่ายลดลงหลายเท่าตัว ด้วยการร่างหลักสูตรการศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค ภายใต้ชื่อโครงการ IT Academic & high-value-added job programs ตั้งเป้าสร้างบุคลากรคุณภาพสู่อุตสาหกรรมไอทีไทย 5,000 คน ภายในปี 2558

ในส่วนของโครงสร้างการบริหารภายในองค์กร มีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับบุคลากรใหม่ที่เพิ่มขึ้น พร้อมสนับสนุนให้บุคลากรอาวุโสได้มีโอกาสบริหารงานบริษัทย่อยที่ MFEC เข้าไปร่วมถือหุ้น สิ่งที่สะท้อนเด่นชัดคือ MFEC จะมีบุคลากรรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาผลงานรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในขณะที่คนเก่าจะได้เป็นผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหารบริษัทใหม่ที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายในเวลาเพียง 1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมาวัดได้จากผลประกอบการในไตรมาสที่ 1/2556 ที่ผ่านมา จะเห็นว่า MFEC มี ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างโดดเด่นมีงานในมือ (Backlog) สูงถึง 2,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากที่มีบุคลากรคุณภาพเพียงพอต่อการรับงานที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

การบริหารธุรกิจแบบยั่งยืน

การบริหารธุรกิจแบบยั่งยืน

ด้วยแนวคิดการวางเป้าเติบโตแบบ Conservative ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลให้การบริหารธุรกิจแบบเดิม ๆ ด้วยการทำตลาดแบบ Aggressive ที่อิงตัวเลขกำไรเติบโตเป็นหลัก ไม่สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ผมจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนวิธีคิด และยึด Corporate Culture เป็นที่ตั้ง พร้อมเดินหน้าแนวคิดดังกล่าวบนวิถีแห่งความสมดุล ซึ่งผลของการบริหารธุรกิจแบบ Aggressive ทำให้เทิร์น โอเวอร์คนสูง ควบคุมการเติบโตของบริษัทไม่ได้ จนกลายเป็นไร้ทิศทาง ผมจึงเปลี่ยนวิธีคิด หันมาโฟกัสเรื่องคนเป็นหลักเพราะเชื่อว่าวัตถุดิบของธุรกิจไอทีอยู่ที่คน และหากองค์กรใดมี Corporate Culture ที่ถูกต้องจะนำไปสู่หนทางแห่งการเปลี่ยนแปลง MFEC จึงได้ปรับวิธีการบริหารจัดการภายในองค์กรครั้งใหญ่ มุ่งเติบโตแบบ Conservative สู่เป้าหมายบริษัทฯ ที่มีกำไรเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าปีละ 15% หรือเติบโตขึ้น 100% ในทุกๆ 5 ปี และคำกล่าวหนึ่งที่ผมมักพูดเสมอคือ “คน MFEC จะไม่พูดคำว่าทำดีที่สุดแล้ว แต่คุณต้องทุ่มเททำด้วย Inspiration เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับผู้คนที่เราเจอ การที่เราได้เจอใครแล้วสร้างปรากฎการณ์ดีๆ ให้กับพวกเขา สำหรับผมสิ่งนั้นถือเป็นความสำเร็จที่แท้จริง”