MFEC GROUP สร้างโซลูชั่น สู่ผู้นำไอทีไทย

MFEC GROUP สรรสร้างโซลูชั่น สู่ผู้นำไอทีไทย

 

      ในวันที่ระบบ ‘ไอที’ เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาและยกระดับองค์กร อันนำมาซึ่งศักยภาพ ความเข้มแข็ง และความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งในด้านของการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโต

      MFEC GROUP ผู้ให้บริการด้านไอที ดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และงานวางระบบ และบริการด้านบำรุงรักษา เป็น IT Services Provider และ IT Consulting วางแผนอนาคตองค์กรให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน สร้างบุคลากร ลดต้นทุน ปั้นกำไรเติบโตสม่ำเสมอ

คุณศิริวัฒน์3

ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวทางที่ MFEC GROUP เตรียมพร้อมเพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมั่นคงในอนาคต โดยมุ่งไปที่การพัฒนาบุคลากรด้านไอที กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ บนความจริงที่ว่าธุรกิจไอทีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างบุคลากรจากภายใน สร้างผู้บริหารคนรุ่นใหม่เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ในเมื่อธุรกิจไอทีต้องมีการขับเคลื่อนโดยคนรุ่นต่อๆ ไป ไม่ใช่แค่เงินทุนแต่เพียงอย่างเดียว สนามการแข่งขันที่ต้องมีความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายตรงกลุ่มเป้าหมายแล้ว สิ่งสำคัญยิ่งคือเรื่องของ ‘นวัตกรรม’ โดยคนไอทีในยุคต่อไปจากนี้จะต้องมีความรู้ที่รอบด้าน สะสมประสบการณ์ และเต็มไปด้วยไอเดียแห่งการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา

“MFEC เข้าสู่ปีที่ 17 และด้วยความจริงที่ว่า อุตสาหกรรมทางด้านไอทีจะล้มหายไปภายในรุ่นแรก ความสามารถในการแข่งขันอยู่ได้ในช่วงการเป็น Startup Companyในช่วงแรกๆ และอยู่ในตลาดได้ไม่เกิน 10 ปี ในขณะเดียวกันการที่บริษัทไอทีมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้หมายความว่าแข็งแรงขึ้น โดยองค์กรที่มีอายุนานขึ้นก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

ในขณะที่บริษัทไอทีในต่างประเทศยิ่งมีขนาดใหญ่จะยิ่งแข็งแรง เพราะผู้ขับเคลื่อนเทคโนโลยีไอทีในเมืองไทยล้วนเป็น   แบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยมานาน เป็นผู้กำหนดเทคโนโลยีให้คนไทยผลิตในบางประเภทเท่านั้น และยังเป็นผู้กำหนดสัดส่วนผลกำไรทำให้บริษัทไอทีของไทยขาดความกล้าที่จะปลดแอกระบบแบบนี้”

      ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในยุค ‘REGIONALIZATION’ จึงต้องมีการเตรียมพร้อมทางด้านบุคลากร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และองค์ความรู้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าในกลุ่มธุรกิจต่างๆ  โดยการออกแบบโซลูชั่นที่สอดคล้องความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ต้องทำพร้อมกับการทำ Research & Development (R&D) คือการวิจัยและพัฒนา มุ่งไปสู่องค์กรแห่งคุณภาพ (Quality) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ของตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ให้สามารถแข่งขันและก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดใหม่

     การมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา ก็เพื่อมองหาลู่ทางขยายออกไปสู่ธุรกิจใหม่ โดยเน้นการลงทุน (Targeted Investment) ในเทคโนโลยีสามกลุ่มหลักคือ Cloud Computing, Business Analytics, และ Mobility ร่วมงานกับบริษัทในเครือ เริ่มจากการจัดตั้งทีมงานที่มีประสบการณ์ และแอพพลิเคชั่นที่มีก่อตั้งเป็นสายงานธุรกิจ  โดยเฉพาะในรูปแบบของ Software as a service (SaaS)

Capture

    ——————-

     การทำธุรกิจของบริษัทไอทีในเมืองไทยจะเน้นในฝั่งของดีมานด์ อาศัยการสร้างสายสัมพันธ์ซึ่งไม่สามารถที่จะโตข้ามประเทศได้ หรือแม้แต่ข้ามไปมาระหว่างองค์กรยังไม่ได้เลย ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดน้อยลง ขณะที่MFEC เน้นเรื่องของซับพลายซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนสร้างความต้องการที่แท้จริงขึ้นมาโดยมีภาพของ MFEC GROUP มีส่วนในทุกภาคการผลิตและบริการ

  ——————-

     “การยืนระยะให้อยู่ต่อไปได้ในรุ่นต่อๆ ไป สิ่งสำคัญคือเรื่องการวิจัยและพัฒนาหรือ R&D และต้องมีระบบการสร้างคนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลที่สมาคม ATCI ครบรอบ 25 ปี ทำไมไทยถึงไม่มีซอฟต์แวร์ในระดับเวิล์ดคลาสหรือในระดับภูมิภาคเลย ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย มีแพ็กเกจเรื่องของไอทีหลากหลายมากแทรกซึมไปยังทุกภาคการบริการ ก็เพราะไทยขาดเรื่องของการทำ R&D ขาดการเรื่องสร้างคน ขาดความสามารถในการแข่งขัน”

ศิริวัฒน์  ฉายภาพอุตฯ ไอที ในภูมิอาเซียน  มีมากมายหลารยบริษัททางด้านไอทีในประเทศเวียดนามที่มีบุคลากรจำนวนเกินพันคน ขณะที่เมืองไทยมีบริษัททางด้านไอที่มากกว่า 2,000 บริษัท กว่า 80% เป็นบริษัทที่มีขนาดไม่กี่สิบคนเท่านั้น ระบบที่ทำให้องค์กรไอทีของไทยอ่อนแอ คือการที่ดีมานด์และซับพลายไม่สอดคล้องกัน นักศึกษาที่จบทางด้านไอทีทั้งปริมาณและคุณภาพ ไม่เพียงพอกับความต้องการในตลาด

สิ่งที่ตามมาคือสภาวะ ‘Hyperinflation’ เกิดภาวะเงินเฟ้อในอุตฯ ไอทีสูง โดยบุคลากรด้านไอทีสามารถโยกย้ายงานไปอยู่ที่ใหม่ในอัตราเงินเดือนที่สูงกว่าที่เดิมมากกว่า 30% บนความสามารถเท่าเดิมได้ เพราะบุคลากรไอทีของไทยขาดแคลน  การสร้างคนในอุตฯ ไอที ของไทยจะต้องเริ่มต้นสร้างคนขึ้นมาให้ทันกับความต้องการ เพื่อควบคุมสภาวะดังกล่าวข้างต้น

MFEC GROUP จึงเกิดขึ้นมาเพื่อดำเนินการวางแผนรวบรวมบริษัททางด้านไอทีที่มีปัญหาอาการเดียวกันโดยเฉพาะเรื่องของบุคลากรเเข้ามาภายใต้ MFEC GROUP เริ่มต้นปรับโครงสร้างองค์กรภายใน (Restructure Plan) โดยวางเป้าหมายที่จะผลักดันกำไรให้เติบโต 15% ทุกปี และในทุกๆ 5 ปี ขนาดธุรกิจต้องเติบโตเพิ่มขึ้น 2 เท่า

“กลางปี 2557 MFEC มีสัญญาในมือประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกมียอดขายประมาณ  2,700 ล้านบาท ขณะที่ผลกำไรผ่านครึ่งปีแรก 2557 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 254 ล้านบาท ขณะที่ซับพลายเออร์ขายไอทีของไทยมียอดขายระดับหมื่นล้านบาท กำไรก็แตะอยู่ที่ 200-300 ล้านบาท เพราะการไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีของตนเอง ถ้าไม่เริ่มต้นปรับโครงสร้างองค์กรการที่จะเอาชนะระบบที่ครอบงำจากเจ้าของเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก”

คุณศิริวัฒน์2

การไปให้ถึงเป้าหมายสู่องค์กร Social Enterprise เส้นทางหนึ่งนำพาองค์กรเป็นส่วนร่วมไปกับสังคมรอบข้าง ในอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ คือ การสร้างคนเพื่อลดต้นทุนธุรกิจ  เพิ่มความสามารถในการทำกำไร และธุรกิจของลูกค้าให้เติบโต(Business Innovation) ทั้งนี้ต้องเดินไปตามยุทธศาสตร์การจัดแบ่งโครงสร้างเป็น 3 ธุรกิจหลัก เริ่มจาก

1.Consulting & Professional Services Group ธุรกิจให้คำปรึกษาและบริการ สำหรับภาคธุรกิจโทรคมนาคม และภาคการเงินการธนาคาร โดยคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากบริษัทฯ ในเครือ และการร่วมทุนกับพันธมิตรจากต่างชาติ (จากบริษัท TIS ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MFEC GROUP สัญชาติญี่ปุ่น โดยจะนำลูกค้าญี่ปุ่นที่ลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย และก้าวเข้าสู่การให้คำปรึกษาและบริการในระดับอาเซียน)

“TIS เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่น ถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่มมิตซุย โตเกียว แบงก์ ภายใน 3 ปี จะมีนักลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียน MFEC GROUP ที่ได้ TIS เข้ามาเป็นพันธมิตร อนาคตของการสร้างงานในธุรกิจทางด้านไอทีของอาเซียนก็จะเอื้อต่อธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งทาง TIS มีความแข็งแรงมากในตลาด Banking ซึ่งก็เป็นตลาดหลักของทาง MFEC อยู่ในขณะนี้ โดยการนำ Knowhow ของ TIS มารุกคืบต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอุตสาหกรตรม Banking และ Finance  โดยในญี่ปุ่น TIS ครองส่วนแบ่งเกือบ 50% ในธุรกิจเครดิตการ์ด”

2.System Integration Services Group เป็นกลุ่มที่ให้บริการออกแบบ จัดหา พัฒนา และติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสารสนเทศที่เป็นภาษาไทย เช่นระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบเชื่อมต่อเครือข่ายภายในและภายนอกองค์กร (เช่น Intranet, LAN,WAN, Unified, Communication) และระบบซอฟต์แวร์บริหารจัดการและสารสนเทศ

3.Software Development Services Group กลุ่มซอฟต์สแควร์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรเข้ามาเสริมในกลุ่มบริษัทฯ ในโครงการสหกิจศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศกว่า 20 แห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงใหม่ และขอนแก่น  โดยวางแผนจะพัฒนาบุคลากรด้านไอทีคุณภาพเข้าสู่ตลาดมากกว่า 5,000 คน ในช่วงระยะเวลา 5 ปี  โดยตั้งงบประมาณการพัฒนาบุคลากร 10 ล้านบาทต่อปี

เสริมด้วยการวางกลยุทธ์(Strategic Focus) โดยให้ความสำคัญในสามส่วนหลักคือ Alignment, Integration และ Innovation ของบริษัทในเครือ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยเสริมซึ่งกันและกันเชื่อมโยงธุรกิจแบบครบวงจร

ประธานกรรมการบริหาร MFEC GROUP แสดงทัศนะปิดท้ายว่า ก่อนปี 2560 จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและกลยุทธ์ขององค์กร จะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่สูงขึ้นสู่การเติบโตของทุกบริษัทในเครืออย่างยั่งยืน

ไปสู่จุดหมายสูงสุดที่เติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในฐานะ ‘The Largest IT Services Provider In Thailand เพิ่มศักยภาพขยายการแข่งขันไปไกลกว่าการลงทุนในระดับภูมิภาค จัดตั้งกระบวนทัพบุคลากรภายในองค์กรให้แข็งแกร่ง เสริมความเชี่ยวชาญจากทุกบริษัทในเครือ ผสานความรู้ ความเข้าใจในกระบวนธุรกิจของลูกค้า รวมถึงมาตรฐานวิธีการทำงาน

เพราะธุรกิจไอทีแข่งขันกันด้วยเรื่องของ ‘คนและคุณภาพงาน’ จึงต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมไอทีอย่างจริงจัง เริ่มต้นจากการสร้างคน ซึ่งเป็นฐานหลักของอุตฯ ไอที ควบคู่ไปพร้อมกับการสนับสนุนทางด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ 

สรรสร้างค้นหาต้นแบบ Product Champion ของประเทศไทยต่อไปให้ได้ในอนาคต…

 

บทสัมภาษณ์จากหนังสือ ครบรอบ 25 ปี ATCI

ผู้เขียน: ธเนศ ศรีสุข